Published by: 0

พยากรณ์ดวงชะตาบ้านเมืองในปี 2564 ต้องยอมรับว่าตลอดปี 2563 ประเทศไทยมีแต่ปัญหาถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ตลอดจนโรคระบาด จากโควิด-19 ที่ทำท่าว่าสิ้นฤทธิ์ลงแล้ว แต่อยู่ๆ ก็กลับมาระบาดรอบใหม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ดังนั้น คนไทยจึงได้แต่หวังว่า ในปีหน้า คือ 2564 สถานการณ์ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ส่วนในทางโหราศาสตร์นั้นก็เริ่มมีการตรวจตราดวงชะตาบ้านเมืองในปีขาลที่จะถึงนี้ว่าจะดีร้ายประการใด เพื่อจะได้หาทางแก้ไขได้ทัน

ดวงในด้านการเมืองนั้น เนื่องจากดาวพฤหัสกับดาวเสาร์โคจรมาทันกันตรงราศีมังกร ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.2563 ซึ่งพฤหัสกับเสาร์เป็นดาวคู่แห่งการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ดาวพฤหัสเป็นดาวศุภเคราะห์ฝ่ายดี ส่วนดาวเสาร์เป็นดาวบาปเคราะห์ เมื่อดาว 2 ดวงมากุมกัน จึงเข้าสู่ยุคใหม่ เป็นความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย (แต่ละยุคใช้เวลา 20 ปี) ทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบระหว่างคนจนกับคนรวย คนมีโอกาสกับคนด้อยโอกาส คนมีการศึกษากับไร้การศึกษา เห็นชัดถึงความเหลื่อมล้ำ จึงมีการปรับตัวเพื่อให้เกิดสมดุล มีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในราศีมังกร ซึ่งเป็นภพที่ 10 ของดวงเมือง เป็นกัมมะ ซึ่งหมายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯ คณะรัฐมนตรี และในปี 2564 ดาวพฤหัสกุมกับดาวเสาร์ในราศีมังกรเป็นส่วนใหญ่ ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางดีและไม่ดี ทั้งผู้ปกครอง ชนชั้นสูง และประชาชนจึงต้องปรับตัว

ประการสำคัญคือ ดาวพฤหัสอยู่ในภพที่ 10 และภพที่ 11 พฤหัสเป็นดาวที่ให้คุณ เมื่อเข้าภพที่ 10 จะส่งผลให้ผู้ปกครองหรือรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรค นำพาประเทศไปได้ มีการเริ่มต้นกิจการใหม่ๆ ของชาติ โดยเป็นกิจการใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการปกครอง และดาวพฤหัสเข้าภพที่ 11 สองช่วง คือ ระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-28 ก.ย.2564 และ 8 พ.ย.2564-2565 ซึ่งหมายถึงช่วงดังกล่าวการออกกฎหมายใหม่ๆ จะประสบความสำเร็จ

แต่ที่น่าห่วงคือ ดาวเสาร์ซึ่งโคจรอยู่ในภพที่ 10 ในราศีมังกร ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2565 ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ส่วนดีคือจะปราศจากภัย รัฐบาลสามารถรักษาอำนาจ และสามารถออกกฎหมายได้ แต่ส่วนที่ตกในเกณฑ์ร้าย คือรัฐบาลจะอับโชค ขาดการสนับสนุนล้มเหลวในการเลือกตั้ง ถ้าเสาร์โยคเกณฑ์ร้ายจากภพที่ 8 ซึ่งเป็นภพมรณะ จะส่งผลให้บุคคลสำคัญเจ็บป่วยหรือถึงแก่มรณกรรม

ดาวเสาร์จะเคลื่อนเข้าสู่ราศีมังกรในทุก 30 ปี ซึ่งจากประวัติศาสตร์ชาติไทยเมื่อดาวเสาร์อยู่ในราศีมังกรจะเกิดปัญหาใหญ่ทุกครั้ง เช่น ดาวเสาร์เข้าสู่ราศีมังกร เมื่อปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2505 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดการช่วงชิงอำนาจ เกิดกองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เกิดวันเสียงปืนแตกและมีการปราบปรามอย่างรุนแรง วันที่ 24 มิ.ย.2475 เกิดปฏิวัติสยาม และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ปี 2445 สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง

“ดาวเสาร์เข้าสู่ราศีมังกรในปี 2564 นี้ มีดาวพฤหัสมากุมกับดาวเสาร์ จึงเกิดการถ่วงดุลอยู่ ดาวพฤหัสหมายถึงเสรีชน ดาวพระเสาร์หมายถึงกลุ่มอนุรักษนิยม ซึ่งฝ่ายเสรีชนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามรักษาสิ่งเดิมไว้เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ละฝ่ายก็พยายามเดินหน้าในแนวทางของตน ทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งทางออกที่ดีสุดคือทั้ง 2 ฝ่ายต้องพยายามผสมกลมกลืนกันให้ได้ ส่วนช่วงที่น่าห่วงว่าจะรุนแรงคือ ช่วงที่ดาวอังคารกุมมฤตยู ตรงราศีเมษทำมุมฉากกับดาวเสาร์ และดาวพฤหัส คือ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2563-26 ก.พ.2564 ตามด้วยช่วงที่ดาวอังคารจรอยู่ราษศีตุลย์ ระหว่างวันที่ 21 ต.ค.-4 ธ.ค.2564 และช่วงที่อังคารอยู่ตรงราศีกรกฎ คือระหว่างวันที่ 17 ก.ค.-27 ส.ค.2564 ” โหรภิญโญกล่าว

ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้น ตั้งแต่ต้นปี ถึงปลายปี 2564 พระราหูยังโคจรอยู่ในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นเรือนชะตาที่ 2 ของดวงเมือง เรียกว่า “ราหูค้นทรัพย์” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การคลัง การธนาคาร ปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน หมายถึงจะค้นเอาทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้จนร่อยหรอ หรือหมดไป จนต้องกู้ยืมทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เป็นหนี้เป็นสินจำนวนมาก เช่น หนี้สาธารณะ หนี้เอกชน หนี้ครัวเรือน ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจการเงินการคลังรุนแรงขึ้น ซึ่งราหูค้นทรัพย์จะอยู่ต่อเนื่องจนเข้าสู่ปี 2565 ดังนั้น ในปี 2564-2565 ประชาชนต้องรอบคอบในการใช้จ่ายเงินและการดำเนินชีวิตเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ทั้งนี้ ในปี 2564 จะเกิดอุปราคา หรือคราส ขึ้น 4 ครั้ง โดยเกิดในราศีพฤษภ 2 ครั้ง และเกิดในราศีพิจิก 2 ครั้ง

สำหรับอุปราคาที่เกิดในราศีพฤษภนั้น ครั้งที่ 1 จะเกิดสุริยุปราคาวงแหวน ในวันที่ 10 มิ.ย.2564 เวลา 17.41 น. ศูนย์กลางคราสอยู่ในระยะ 80 องศา 46 ลิปดาเหนือ (เส้นรุ้ง) และระยะ 66 องศา 48 ลิปดาตะวันตก (เส้นแวง) สมผุส (ตำแหน่งของดวงดาว) ราศีพฤษภ ตรงระยะ 25 องศา 37 ลิปดา มองไม่เห็นในที่กรุงเทพฯ และครั้งที่ 2 เกิดจันทรุปราคาบางส่วน ในวันที่ 19 พ.ย.2564 เวลา 16.02 น. สมผุสราศีพฤษภ ที่ระยะ 5 องศา 12 ลิปดา มองไม่เห็นที่กรุงเทพฯ

เนื่องจากราศีพฤษภเป็นราศีธาตุดิน และสถิตรราศี จึงต้องระวังอุบัติภัยที่เกิดจากดิน หรือธรณีพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก แผ่นดินทรุด ดินถล่ม รวมถึงการเสียดินแดน โดยเหตุที่เกิดขึ้นจะมีความชัดเจนและยาวนาน

อีกทั้งการเกิดอุปราคาในราศีที่ 2 ของพฤษภ ที่สถิตรราศี ส่งผลให้เศรษฐกิจ การเงินการคลัง และการธนาคารของประเทศเสียหาย เกิดความผันผวนทางการเงินและภาษี จะมีปัญหาด้านการค้า และอาจเกิดความล้มเหลวของธุรกิจรายใหญ่ เกิดฝนแล้งและส่งผลต่อดิน โดยเหตุจะเกิดอย่างฉับพลันรุนแรง หรืออยู่เป็นเวลานาน มีอิทธิพลเข้าครอบงำรัฐสภาและการเงินของชาติ นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดโรคระบาด และการสูญเสียบุคคลสำคัญ

ส่วนอุปราคาที่เกิดในราศีพิจิกอีก 2 ครั้งนั้น ครั้งแรกจะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ในวันที่ 26 พ.ค.2564 เวลา 18.18 น. สมผุสราศีพิจิกตรง 11 องศา 45 ลิปดา มองไม่เห็นจากกรุงเทพฯ และครั้งที่ 2 เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ในวันที่ 4 ธ.ค.2564 เวลา 14.33 น. ศูนย์กลางคราสอยู่ที่ 76 องศา 43 ลิปดาใต้ (เส้นรุ้ง) และ 46 องศา 99 ลิปดาตะวันตก (เส้นแวง) สมผุสราศีพิจิกตรงระยะ 18 องศา 12 ลิปดา มองไม่เห็นที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ราศีพิจิกเป็นธาตุน้ำ สถิตรราศี จึงต้องระวังภัยที่เกิดจากน้ำ เช่น อุทกภัย อุบัตุเหตุทางทะเล เกิดปัญหาในกลุ่มอาชีพที่เกิดกับน้ำหรือของเหลว และเหตุเกิดเป็นเวลานานหรือส่งผลยาวนาน ทำให้เกิดภัยพิบัติใหญ่ เกิดความเจ็บไข้จากโรคระบาด อิทธิพลครอบงำไปถึงรัฐสภาและการเงินซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้น ราศรีพิจิกยังเป็นราศีแห่งแผ่นดินไหว จึงอาจเกิดแผ่นดินไหวใต้ น้ำหรือสึนามิ ชนชั้นกรรมาชีพเกิดความไม่พอใจ เกิดอาชญากรรมลึกลับซึ่งยากต่อการสืบสวน

ราศีพิจิกเป็นภพที่ 8 ของดวงเมือง ทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก ผู้ปกครองเกิดความคับอกคับใจ ต้องระวังจะมีเหตุคนตายจำนวนมาก พิจิกในจันทรุปราคา จะส่งผลให้บุคคลสำคญถึงแก่มรณกรรม